บ้านม้งยินดีต้อนรับ

| Hmong History |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Monday, 15 December 2008 17:13 |
|
ม้ง เป็นชนเผ่าหนึ่งที่รักความสงบและความยุติธรรม โดยแต่เดิมชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามบริเวณเทือกเขาที่สูงมีอากาศที่หนาวเย็น ในประเทศต่างๆทางทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ส่วนในทางมนุษยวิทยาถือว่าม้งเป็นชนเผ่าที่มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมใกล้เคียงกับชนชาติจีนหรืออีกนัยหนึ่งคือจัดอยู่สายตระกูลจีน ธิเบต(Sino Tibetan Stock) ซึ่งมีชนชาติเย้าหรือเมี่ยนรวมอยู่ด้วย คำว่า “ม้ง”(Mong)หรือ “ฮม้ง” (Hmong) จากการให้ความหมายของ “นายกั้งซุ แซ่ย่าง” ซึ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่น่าเคารพคนหนึ่งของชาวม้ง(ปัจจุบันปีคศ. 2000 รวมมีอายุได้ 66 ปี อาศัยอยู่ที่ บ้านใหม่หนองหอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่) ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ม้ง” หรือ “ฮม้ง” คือ กลุ่มหรือความเป้ฯชนชาติในตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันม้งชอบเรียกตัวเองว่า “เป๊ะม้ง” และตามด้วยสายสกุลของตัวเอง เช่น เป๊ะม้งย่าง ก็หมายถึงสายสกุลแซ่ย่างเป็นต้น คำว่า “เป๊ะ” แปลตรงตัวได้ว่า “สาม” และบางทีก็หมายถึง “พวกเรา” “เป๊ะ”นี้มีต้นสายปลายเหตุมาจากนิยายปรัมปราที่เป็นการให้เกียรติแก่ กษัตริย์ม้งพระองค์หนึ่งซึ่งมีอยู่ 3 เศียร (ดูรายละเอียดประวัติม้ง) ถึงแม้ว่าชนเผ่าม้งจะเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่รักความสงบและความยุติธรรม แต่ในยามศึกศึกสงคราม จะเป็นนักรบที่กล้าหาญต่อสู้อย่าดุดันและเหี้ยมโหด เด็ดขาด แต่ม้งจะถูกเรียกจากชนชาติอื่นๆว่า “แม้ว” “เมี่ยว” หรือ “เมี๊ยวจซึ”(ออกเสียงตัวจอควบกล้ำกับซึ) ซึ่งในภาษจีนแปลว่า “หนูตาบอด” สาเหตุเนื่องจากการก่อทำศึกสงครามกันระหว่างชนชาติจีนและม้งในอดีตที่ ยาวนานซึ่งนับได้ว่าม้งเป็นศัตรูตัวฉกาจตัวหนึ่งของชนชาติจีนมาโดยตลอด และด้วยจำนวนประชากรม้งที่น้อยกว่าจึงมักจะแพ้สงครามอยู่เสมอๆและต้องแตกทัพ หนีกระจายเอาตัวรอดเหมือนหนูตาบอด ละทิ้งชาติของตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้นม้งจึงไม่นิยมชมชอบให้ใครมาเรียกสรรพนามตัวเองว่า “แม้ว” “เมี๊ยว”หรือ “เมี๊ยวจซึ” ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชนเผ่าม้ง ตาม ตำนานเล่าขานกันว่า ชนเผ่าม้งอาศัยอยู่ในดินแดนที่หนาวเหน็บมีกลาวันหกเดือนและกลางคืนหกเดือน ม้งเป็นชนชาติหนึ่งที่แปลกแยกไปจากคนเอเชีย และโดยแท้จริงแล้วม้งอาจจะมิใช่คนเอเชีย เป็นกึ่งฝรั่งกับเอเชีย หรือกึ่งคอเคเซียมกึ่งมองโกลอย นอกจากนั้นม้งยังมีนิทานปรัมปราเล่าถึงตำนานการสร้างโลก สร้างมนุษย์และความเชื่อเกี่ยวกับการคืนชีพของกษัตริย์ม้ง จากการที่ได้พูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่และผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับชนเผ่าม้ง จากการเล่านิยายปรัมปราและนิทาน(เนื่องจากม้งไม่มีภาษาเขียนเป็นของตัวเอง และไม่เคยมีการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆเป็นลายลักษณ์อักษรจึงใช้วิธีการบอกเล่า แบบรุ่นสู่รุ่น) ซึ่งไม่สามารถจำชื่อกษัตริย์และผู้นำของจีนได้มากนัก แต่พอจะสรุปได้ดังนี้ มีกษัตริย์ม้งผู้ครองเมืองหนึ่งมีพระมเหสี 7 พระองค์ กษัตริย์พระองค์นี้เกิดความไม่พอใจพระธิดาองค์หนึ่งจึงได้ทำการเนรเทศพระ ธิดาองค์ดังกล่าวออกไปจากนคร พระธิดาฯได้ตกทุกข์ได้ยากมากจึงกราบวิงวอนขอความช่วยเหลือจากเทวดา เทวดาจึงประทานผลไม้ให้รวมทั้งได้ช่วยให้พระธิดามีพระราชโอรสสามพระองค์ ต่อมาเมื่อพระโอรสองค์เล็กประสูตรออกมาปรากฏว่ามีสามเศียรในร่างเดียว และก่อนที่พระธิดาจสิ้นพระชนม์ได้บอกชื่อผู้ครองเมืองและทิศทางการกลับสู่ เมื่องให้ทั้งโอรสทั้งสามพระองค์ทราบ และบอกว่าเจ้าผู้ครองเมืองนั้นแท้จริงก็คือปู่ของพระโอรสทั้งสามนั่นเอง และได้ให้พระโอรสทั้งสามขอสิ่งที่อยากได้จากผู้เป็นพระมารดา องค์ที่มีสามเศียรได้ขอให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ภายหลังเมื่อพระมารดาเสด็จสวรรคตแล้วทั้งสามพระองค์ก็ได้ออกเดินทางตามหาปู่ ตามรับสั่งของพระมารดาเมื่อทรงพบปู่แล้วก็ทรงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็น ปู่ทราบและได้ทำการศึกษาเล่าเรียนหนังสือ พระโอรสองค์ที่มีสามเศียรทรงพระปรีชา สามารถกว่าอีกสองพระองค์ กษัตริย์จึงได้ตรัสว่าหากพระองค์สวรรคตให้แต่งตั้งหลานที่มีสามเศียรนี้ขึ้น ครองราชแทน เมื่อข่าวทราบถึงพระมเหสีทั้งเจ็ดของกษัตริย์เจ้าครองเมือง พระมเหสีทั้งเจ็ดก็ทรงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งหาลู่ทางจะประทุษร้ายหลานทั้งสาม ของพระราชา ทั้งสามพระองค์จึงได้หลบหนีออกจากนครไปและได้ไปร่ำเรียนวิชาความรู้ต่างๆกับ พระอาจารย์คนหนึ่ง เมื่อร่ำเรียนจนเก่งกล้าซึ่งวิชาความรู้แล้วจึงได้ร่ำลาอาจารย์ออกเดินทาง ต่อ ประจวบเหมาะกับในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดช่วงเริ่มต้นของการก่อศึกสู้รบทำ สงครามกันระหว่างชนเผ่าม้งกับชนชาติจีน หลังจากการทำสงครามเป็นระยะเวลาที่ยาวนานก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดพ่ายแพ้หรือ ชนะ แต่สภาวะการณ์ของชนชาติม้ง(ในขณะนั้นยังมีเมืองและประเทศของตนเองจึงยังมี ชาติเป็นของตัวเองอยู่)เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด กษัตริย์ทรงเห็นว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อีก ชนชาติม้งอาจเสียทีได้ จึงได้มีรับสั่งให้ตามหาหลานชายที่มีสามเศียรมาครองราชบัลลังค์ออกรบแทน เนื่องจากตนเองก็ชราภาพมากแล้วประกอบกับหลานที่มีสามเศียรคนนี้เป็นคนเฉลียว ฉลาด ปฏิภาณ ไหวพริบดีเป็นเลิศ เมื่อหลานชายฯขึ้นครองราชย์แล้วก็ได้ทำการต่อสู้กับกองทัพจีนด้วยความหาญ กล้าและไม่เสียทีข้าศึกง่ายๆเหมือนดังเช่นแต่ก่อนอีก ไม่มีฝ่ายใดแพ้ ชนะ แต่ผู้คนพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก กษัตริย์ทั้งสองฝ่ายจึงได้ทำสัญญาตกลงสงบศึกแล้วมีการแบ่งเขตแดนการปกครอง กัน ให้กษัตริย์ม้งปกครองเมืองป้างเต่อหล่าง (สันนิษฐานว่าปัจจุบันคือประเทศมองโกเลีย) และกษัตริย์จีนปกครองเมืองปี่เจิ้ง ความสงบสุขจึงกลับคืนมาอีกครั้ง ต่อมาเมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคตและกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครอง ราชแทน ต่างฝ่ายก็ต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนต่างๆว่าเป็นของตัวเอง จึงมีการตรวจสอบหลักฐานการแบ่งเขตแดนจากกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก่อน ปรากฏว่าเมื่อครั้งที่ทหารจีนและทหารม้งทำการแบ่งเขตแดนนั้น ทหารจีนใช้เสาดินปักหลักเป็นหลักฐาน ส่วนทหารม้งใช้กอหญ้ามัดเป็นจุดๆ และทหารจีนได้แอบเผากอหญ้าม้งจนไหม้เป็นจุนหมด ดังนั้นเมื่อเกิดการตรวจสอบขึ้นจึงไม่เหลือสัญลักษณ์ที่แสดงอาณาเขตดินแดน ของม้งอีก กลายเป้ฯสาเหตุของการประทุก่อศคึกสงครามขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันชนชาติม้งได้แตกแยกออกเป็นสามกลุ่ม มีสองกลุ่มได้ยอมสวามิภักดิ์กับกษัตริย์จีน เป็นผลให้ชนชาติม้งต้องพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับและได้แตกกระจายอพยพเข้า สู่เวียตนามแลถอยร่นลงมาทางตอนใต้ของประเทศจีนคือ ยูนาน ดังนั้นความเป็นชาติผืนแผ่นดินของม้งและการมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำของชน ชาติม้งจึงได้สิ้นสุดลงที่นครป้างเตอหลาง อันเป็นนครอันเป็นที่รักของชนชาติม้งในอดีต หรือนครที่ชาวจีนเรียกกันว่า “เมี้ยวจซึ” แต่นั้นมา เพื่อนำกลับขึ้นไป ใช้ ปรากฏว่าบางคนต้องล้มป่วยเสียชีวิตระหว่างทาง หรือพอกลับถึงบ้านบนภูเขาก็มีอาการเจ็บป่ายล้มหมอนนอนเสื่อเป็นเวลาเดือนๆ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นช่วงประมาณปีพ.ศ. 2475 – 2500 และว่ากันว่าคำสาปแช่งดังกล่าวจะสิ้นสุดลงประมาณ ปี พ.ศ. 2500 และก็เป็นเช่นนั้นจริงดังจะเห็นได้ว่าหลังจากนั้นชาวม้งก็เริ่มค่อยๆลงกลับ ลงมาสู่พื้นที่ราบได้ตามลำดับในช่วง 30 ปีหลังๆนี้เท่านั้นเอง เริ่มมีการส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนหนังสือในตัวเมืองมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจการค้าต่างๆก็เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมพื้นราบมากขึ้น จะเห็นได้ว่าความเจริญและโครงการพัฒนาต่างๆก็เพิ่งจะเริ่มเข้าไปในหมู่บ้าน ม้งได้เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ย้อนกลับไปยังกลุ่มม้งที่ได้อพยพเข้าสู่ประเทศลาว ก่อนจะอพยพเคลื่อนสู่ประเทศไทยพอจะสรุปคร่าวได้ดังนี้ สำหรับกลุ่มม้งที่อพยพเข้าสู่ประเทศลาว ส่วนมากจะอยู่เย็นเป็นสุขถึงแม้ว่าจะได้มีการทำสงครามครังใหญ่ในช่วงประมาณ 3,500 ปีที่ผ่านมาก็ตามคือประมาณปี พ.ศ . 2180 แต่ก็เป็นสงครามใหญ่ครั้งเดียวเท่าน (นี้ไม่ได้รวมถึงการทำสงครามการปฏิวัติในประเทศลาวช่วงปี พ.ศ.2180 ในสมัยของนายพลวั่ง เปา) ซึ่งได้ทำสงครามกับลื้อ หรือไทลื้อเป็นเวลานานเพราะลื้มีจำนวนทหารมากกว่าชนชาติม้งหลายสิบเท่า ทั้งสองฝ่ายล้มตายเสียหายอย่างมาก ซึ่งม้งกำลังตกอยู่สภาวะการณ์เสียงเปรียบอย่างมาก ในขณะนั้นม้งกลุ่มหนึ่งได้อพยพหนีภัยสงครามเข้าไปในถ้ำได้พบเห็นปืนใหญ่อยู่ 3 กระบอก 2 กระบอกใหญ่ไม่สามารถที่จะขยับเคลื่อนไหวได้มีเพียงกระบอกเล็กที่สามารถขยับ ได้ แต่ไม่สามารถดึงได้ จึงได้บนบานความยเผือกตัวผู้ 13 ตัว จึงสามารถดึงปืนกระบอกเล็กออกมาได้ และอนุภาพของการยิงที่ร้ายแรงมาก เพราะถือเป็นปืนเทวดา จากนั้นจึงทำการสู้รบกับไทลื้อต่อ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ต่างๆ(เนื่องจากประวัติศาสตร์ไม่มีตัวหนังสือ ไว้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจึงอาศัยการเล่าปากต่อปากรุ่นต่อรุ่นๆไป) ได้กล่าวว่า มีการสู้รบมาถึงเมืองเชียงแสน แต่หลักฐานไม่เด่นชัดว่าในปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายหรือไม่ ในที่สุดไทลื้อแพ้สงครามสงบศึก ม้งถอยทัพกลับเข้าสู่ประเทศลาวแต่ระหว่างการถอยทัพกลับนี้ไทลื้อหักหลังรวบ รวมพลครั้งใหญ่ทำสงครามกับม้งอีกครั้ง และการทำสงครามในครั้งนั้นเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์โดยม้งทำการฆ่าไทลื้อ อย่างเหี้ยมโหดในประวัติศาสตร์ม้งเท่าที่เคยมีมาของการทำสงครามของม้ง เด็กเล็กเด็กแดงถ้าเป็นผู้ชายจะถูกฆ่าหมด แม้แต่สตรีที่ตั้งทองก็ต้องฆ่าแม่ด้วยจนไทลื้อแพ้สงครามในที่สุดและถูกฆ่า ล้างเผ่าพันธ์ ส่วนหนึ่งได้อพยพมาเข้าสู่ประเทศไทย และผู้นำม้งคนสุดท้ายเสียชีวิตในสนามรบครั้งนี้ก็คือ สายตระกูลแซ่หาง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของการทำสงครามของม้ง จากนั้นชนเผ่าม้งอพยพเข้าสู่ประเทศไทยโดยประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา จากหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ชี้ให้เห็นว่าการทำสงครามระหว่างม้งกับไทลื้อ คือ เชื้อสายตระกูลแซ่หาง ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และที่สำคัญคือพิธีบวงสรวง เซ่นไหว้ ด้วยควายเผือกในปัจจุบันถึงก็ยังคงมีอยู่แต่ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน ในปี พ.ศ. 2538 ในจัดพิธีบูชาเพื่อระลึกและขอบคุณปืนสามกระบอกดังกล่าวที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ปรากฏว่าคงเหลือแค่การเซ่นไหว้ที่ไม่มีพิธีรีตองมากเหมือน เดิมอีก จากใช้ควยเผือก 13 ตัวก็เหลือแค่ 1 ตัวพร้อมด้วยดอกไม้ กระดาษเงินกระดาษทอง และสถานที่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผาและถ้ำที่เคยพบปืนสามกระบอกนั้นอีก ขอเพียงเป็นแหล่งที่มีหน้าผาและถ้ำก็สามารถใช้ประกอบพิธีกรรมได้ ประวัติศาสตร์ชนชาติม้งจากการศึกษาของนักวิชาการ ดร.ลิ ติ่ง กุย (Dr.Li Ting Gui) อ้างโดยเลอภพ (2536) ได้สรุปว่าการอพยพครั้งใหญ่ๆในอดีตของชนชาติม้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมี อยู่ทั้งสิ้น 4 ครั้งด้วยกันคือ ครั้งที่ 1 อพยพออกจากบริเวณทางใต้ของสองฝั่งแม่น้ำเหลือหรือแม่น้ำฮวงโห (Southern Poition of the Yellow River) ราวๆ 5,000 ปีที่ผ่านมา ม้งได้อาศัยอยู่ 2 ฝั่งทางตอนใต้ของแม่น้ำเหลือง ในขณะนั้นม้งมีชื่เรียกว่า จู่ลี่ (Tyuj Liv) ชนกลุ่มจู่ลี่นี้เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักใช้ทองสัมฤทธิ์(Brouze) รู้จักปลูกข้าว และการเลี้ยงปลาในนาข้าว ประชากรทุกคนมีความผาสุขภายใต้การปกครองของกษัตริย์ “ชิยู” (Chi Yu) ในขณะเดียวกันได้มีชนกลุ่มหนึ่งคือ “ชาวฮั่น” (Huaj) ได้อพยพมาจากทางทิศตะวันตกเข้ามาอยู่ในบริเวณของชนชาติจู่ลี่ ผู้นำของชนกลุ่มฮั่นคือ ฮั่นหย่า (Hran Yuan) ทั้งสองกลุ่มนี้อยู่ด้วยกันไม่นาเกิดความขัดแย้งกันจนถึงขั้นสู้รบกัน ผลสุดท้ายชนชาติจู่ลี่พ่ายแพ้แก่ชนชาติฮั่น ทั้งนี้เพราะชนชาติฮั่นมีประชากรเยอะกว่า ในขณะที่ชนชาติจู่ลี่เป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จึงได้ถอยร่นลงมาทางใต้ใกล้กับแม่น้ำแยงซี (Tangrse River) ครั้งที่ 2 อพยพออกจากบริเวณปกครองม้ง (San Miao) หลังจากที่ชาวจู่ลี่ได้อพยพลงมาทางตอนใต้ ได้มีการรวมกับชนพื้นเมือง “ซานเมียว” (San Miao) ขึ้น ชาวม้งและชนพื้นเมืองมีความรักใคร่อย่างแน่นแฟ้น ชาวม้งจึงเรียกกลุ่มนี้ว่า “จีน”(Suay) แต่กลุ่มฮั่นยังคงติดตามมารุกรานคอยทำร้ายฆ่าฟันชาวม้งหรือจู่ลี่อยู่ เรื่อยๆ ชาวม้งจึงได้แตกออกเป็น 3 กลุ่ม หนีลงทางใต้ ในปัจจุบันนี้คือ มณฑลกวางสี (Guang – ti) มรฑลกวางโจและมณฑลยูนาน (Yuu-nan) อีกส่วนหนึ่งหนีร่นลงมาทางตะวันตกมุ่งหน้าไปยังซานเหวย (San Wei) ซึ่งกลับกับประเทศมองโกเลีย และตอนหลังก็ได้อพยพลงมาอยู่ในมณฑลยูนาน (Yuu-nan) ครั้งที่ 3 อพยพออกจากการปกครองของกษัตริย์จู (Chou Kingdom/Chou State) ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาลประชาชนได้แก่กลุ่มชน 7 กลุ่ม ซึ่งแยกตัวเองออกเป็นประเทศปกครองและในจำนวน 1 ใน 7 ประเทศเหล่านั้น มีม้งเป็นประเทศหนึ่ง มีกษัตริย์ชื่อว่า “จู” ซึ่งมีอยู่สองคนในตระกูลซังหรือแซ่โซ้ง คนที่หนึ่งชื่อ “ชงยี่” คนที่สองชื่อ “ซงจี” ปีค.ศ. 221 ได้มีชนกลุ่มชิน (Chin) ได้เข้ามาต่อสู้แย่งชิงประเทศของกษัตริย์จูจนพ่ายแพ้ ชาวม้งได้แตกระส่ำระสายไปตามที่ต่างๆ มีกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นต่อสู้ อีกกลุ่มหนึ่งถอยร่นลงไปอยู่กับกลุ่มม้งในมณฑลกวางโจ เสฉวน และมณฑลยูนาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1640 – 1919 ได้มีชาวม้งกลุ่มหนึ่งอพยพลงมาอยู่ในกลุ่มประเทศอินโดจีน(Indochina) ทางตอนใต้ของจีนซึ่งก็ได้แก่กลุ่มประเทศเวียตนาม ลาว และไทย ครั้งที่ 4 ค.ศ. 1970 –1975 การอพยพออกจากประเทศลาว ระบบการปกครองคอมมิวนิสต์ได้แผ่ขยายสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน ทำให้กลุ่มม้งในลาวต้องแตกกระจายไปทั่วโลก การอพยพของชนชาติม้งในครั้งนี้นับได้ว่ามากที่สุดและอพยพไปไกลที่สุดเท่าที่ เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของชนชาติม้ง ชาวม้งมากมายได้อพยพย้ายไปอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศศ ออสเตรเลีย แคนาดา อาร์เจนตินา ฝรั่งเศส และอิตาลี การอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ชนชาติม้งกลุ่มแรกที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยนั้นไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ได้ชัดเจน แต่จากเอกสารของสถาบ้นวิจัยชาวเขาคาดว่าเริ่มต้นอพยพเข้ามาทางตอนเหนือของ ประเทศไทย ในราวปี พ.ศ. 2387 – 2417 จุดที่ชนเผ่าม้งเข้ามามีอยู่ด้วยกัน 3 จุดคือ จุดที่ 1 เข้ามาทางห้วยทราย – เชียงของ อำเภอ เชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือสุด เป็นจุดที่เข้ามาก่อน และเข้ามามากที่สุด หลังจากนั้นแยกย้ากระจัดกระจายไปตามแนวทองของเส้นเขามุ่งไปทางทิศตะวันตกสู่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตากและสุโขทัย จุดที่ 2 เข้ามาทางไชยบุรี ปัว และทุ่งช้าง เขตอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน แล้วบางกลุ่มได้อพยพลงสู่ทางใต้และทางตะวันตกเข้าสู่จังหวัดแพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และจังหวัดตาก จุดที่ 3 เข้าทางภูคา – นาแห้ว และด่านซ้าย อำเภอนาแห้ว และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แล้วบางกลุ่มได้เข้ามาสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ในที่สุด (สุนทรี, 2524 : อ้างโดยประสิทธิ์, 2531) นอกจากทั้งสามจุดนี้แล้ว จุดหนึ่งที่ชาวม้งได้อพยพผ่านมาแต่ไม่มีใครกล่าวถึงคือ เข้ามาทางอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านมาทางประเทศพม่า ช่องดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นที่กล่าวขันกันว่า ม้งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่หลงทางจากการอพยพจากจุดที่1 ส่วนสาเหตุของการหลงทางครั้งนี้จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่ากล่าว ไว้ว่ากลุ่มม้งที่อพยพมาก่อนเกิดความไม่ซื่อเมื่อมาถึงทางแยก(สองแพร่ง) ได้นำกิ่งไม้ขวางทางเส้นที่ตนเดินผ่าน กลุ่มหลังตามมาเข้าใจว่าทางที่นำกิ้งไม้มาขาวงนั้นมิใช่เส้นทางที่กลุ่มก่อน อพยพผ่าน จึงอพยพผ่านอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือมุ่งเข้าสู่ประเทศพม่าตอนใต้ กลุ่มนี้มีน้อยได้กระจายสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่ฝั่งตะวัน ตกเฉียงเหนือ
ที่มา : http://www.geocities.com/hmongthailand/hmongknowledge.html
|
| Last Updated on Thursday, 15 October 2009 17:22 |
BanHmong 2008 Copyright by Ban Hmong In Thailand.